ปัจจัยแรงจูงใจกับประสิทธิภาพการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ของบุคลากรสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
Abstract
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นแรงจูงใจของบุคลากรสายวิชาการที่มีต่อประสิทธิภาพการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ และเพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจของบุคลากรสายวิชาการกับประสิทธิภาพการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท (Likert Ration Scales) 5 ระดับ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จำนวน 125 คน คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 55 แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นคำนวณจากค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way Analysis of Variance : ANOVA) ผลการวิจัยสรุป ดังนี้
1) ผลวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นปัจจัยจูงใจ ด้านปัจจัยจูงใจ ในการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของบุคลากรสายวิชาการ ความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( =3.75 , S.D. =0.65) ประเด็นย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ปัจจัยจูงใจด้านความก้าวหน้าในการทำงาน อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( = 3.95, S.D. = 0.70) 2) ผลวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นปัจจัยจูงใจ ด้านปัจจัยค้ำจุน ในการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( = 3.60, S.D. = 0.670) ประเด็นย่อยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ องค์กรมีนโยบายบริหารงานบุคคล โดยให้ผลงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลปฏิบัติงานของท่าน อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
( = 3.81, S.D. = 0.87) 3) ผลวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของภาพรวมประสิทธิภาพการทำวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของบุคลากรสายวิชาการ ความคิดเห็นในภาพรวม อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( = 4.07 , S.D. =0.66) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยสูงสุดเป็นมิติด้านการบริหาร อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( = 4.20, S.D. = 0.65) และ 4) ผลทดสอบสมมติฐานปัจจัยส่วนบุคคลทุกรายการของบุคลากรสายวิชาการแตกต่าง มีประสิทธิภาพการทำวิจัยไม่แตกต่างกัน การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ปีการศึกษา 2563 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ This research aims to study the academic personnel ideas and motivations on the effectiveness of strategic research and to compare the academic personnel motivation with the effectiveness of conducting strategic research classified by personal information. A five-level Likert Ration Scales questionnaire was applied as the research tool. The 125 Rajamangala University of Technology Krungthep academic personnels were the group of samples with 55% response rates and 0.82 Cronbach's alpha coefficient of accuracy. The percentage analysis, frequency, mean, standard deviation, statistics, t-test and One-way Analysis of Variance (ANOVA) were used as the data analysis. The research found that, 1) The idea motivation level result in motivation factor, the strategic research incentives of academic personnel was found ( =3.75, S.D. =0.65), the job duties improvement motivating factor was the highest agreement in the sub-issue ( = 3.95, S.D. = 0.70). 2) The idea motivation level result in support factors of the strategic research incentives of academic personnel was found at high agreement in overall opinion ( = 3.60, S.D. = 0.670). The sub-issue was initiated at high agreement in the organization policy in providing strategic research results as a part of performance evaluation ( = 3.81, S.D. = 0.87) 3) The academic personnel strategic research efficiency overall idea result was established at high agreement ( = 4.07, S.D. = 0.66). The maximum average was shown in the administrative management ( = 4.20, S.D. = 0.65). And 4) the different of personal factors of academic staff hypothesis test was provided no difference in research efficiency AN INDEPENDENT STUDY SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT
OF THE REQUIREMENTS FOR THE MASTER DEGREE
OF BUSINESS ADMINISTRATION PROGRAM
RAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY KRUNGTHEP
ACADEMIC YEAR 2020
COPYRIGHT OF RAJAMANGALA UNIVERSITY
OF TECHNOLOGY KRUNGTHEP

